ไม่อยากให้เรื่องนี้มีชื่อเรื่อง
posted on 17 Jun 2009 16:51 by ching-ching in diary
ปีนี้ เราไปงานศพ พ่อ หรือแม่ ของเพื่อน หลายงาน
และเสียชีวิตด้วยโรค มะเส็ง เกือบจะทั้งหมด
มะเร็ง นั่นแหล่ะ ไม่ได้พูดให้ขำหรอก แต่รู้สึก ไม่ชอบคำนี้(ฟังแล้วหดหู่)
ต้นปี พ่อเพื่อนสมัยมัธยม เสียชีวิตด้วย .. มะเร็งคอ
ถัดมา พ่อน้องที่ทำบริษัทเดียวกัน เสียชีวิตด้วย ... มะเร็งตับ
ถัดมา แม่เพื่อนสนิท ผ่าตัดเต้านมทิ้ง 1 ข้าง ... มะเร็งเต้านม (ยังไม่เสียชีวิต)
ถัดมา รุ่นพี่ที่สนิท ที่ทำงานเก่า ซึ่งเราเพิ่งนัดรวมกลุ่มไปกินข้าวเฮฮา
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ได้ข่าวร้ายว่า ตรวจพบก้อนเนื้อเลยลองผ่าไปตรวจ
เป็นมะเส็งเต้านม (จะมะเส็งไปไหนเนี่ย) ล่าสุดผ่าทิ้งไปข้าง ละ
คนนี้ยังสาวและสวย มีดีกรีเป็นนางงามท้องถิ่นเก่า และพี่เค้าเสียใจมาก
แต่ก็ต้องทำใจ ... โรคภัยเวลามันจะมา มันมาเลย
เมื่อวันจันทร์ ได้ข่าวการเสียชีวิตของแม่เพื่อนสมัยมหาลัย กระทันหัน
เสียชีวิตด้วย มะเร็งปอด เดิมเคยเป็นมะเร็งเต้านม ผ่าออกแล้ว 3 ปี ราวๆต้นปี
ตรวจพบว่า รามมาที่ปอด กำลังจะจองโรงพยาบาลในกรุงเทพ รักษาต่อไป
และไม่คิดว่าจะเสียชีวิตกระทันหันแบบนี้ นี่แค่ ปี 2009
อ่อ.. มีลุ้นระทึก คุณแฟน เจ็บคอ แล้วก็เป็นเรื้อรังมาตลอด
สุดท้ายส่องกล้องแล้วพบมีก้อนเนื้อ ก้อนน้อยๆ หมอเลยลองตัดชิ้นเนื้อมาตรวจ
อีตอนรอผลตรวจนะ ลุ้นแบบ.... ลุ้นแบบนี้มันไม่สนุกเลย นะ
สุดท้ายไม่ใช่เนื้อร้าย ก็โล่งใจกันไป
เริ่มรู้สึกว่า โรคร้าย มันอยู่วนเวียนใกล้ๆตัวเรา ไม่รู้ว่า วันข้างหน้าจะเกิดขึ้นกับใคร
หรือบางที มันอาจจะเกิดขึ้นเงียบๆ ภายในตัวเรา แล้ว ก็ได้ใครจะรู้
ภาวนาให้ไม่เกิดกับพ่อแม่พี่น้องในครอบครัว หรือญาติสนิท เพื่อนฝูงก็พอ
การตาย เราว่าคนที่ตายคงไม่รู้สึกอะไร (ก็ตายไปแล้วนี่นา)
แต่คนที่เหลืออยู่ข้างหลังนี่สิ ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างทรมาน
เมื่อพบว่าตื่นขึ้นมาแล้ว คนที่เรารัก ไม่ได้อยู่กับเราอีกต่อไป
มองไปทางไหนก็มีแต่ภาพความทรงจำเก่าๆ ความผูกพันธ์ที่มี
เราว่า มันโคตรจะทรมานเลยนะ
เราเคยพูดกับแม่ว่า ถ้าเลือกได้นะ เราอยากตายก่อนแม่
เพราะเรารู้สึกว่าเราคงอยู่ไม่ได้ ถ้าแม่ตาย ก่อน
แม่ก็ว่า ทำไมพูดแบบนี้ อย่าพูดเรื่องตายๆไม่ดีไม่เป็นมงคล
ก็มันจริงนี่นา .....
แต่ท้ายที่สุด ทุกคนก็คงหลีกหนีความตายไปไม่พ้นหรอก
จะช้าหรือเร็ว แค่นั้น ...
ช่วงสัปดาห์นี้เลยหดหู่ใจชอบกล ไหนจะเซ็งเรื่องงานอีก น่าเบื่อจริงๆ
(เรื่องงานคงไม่บ่นในนี้ เพราะที่บริษัท มีหลายคนรู้ ว่าเขียน blog )
แต่ขอบอกว่างานศพแม่เพื่อน ที่อยุธยา ที่ไปมา ไม่หดหู่เลย
คุณเธอเล่นเปิดเพลง แบบ บอย พีชเมคเกอร์ เพลงแบบสมัยใหม่หมด
แต่เพลงช้านะ คลอ ตลอดงาน เข้างานไปนึกว่ามาผิดงาน
มีแต่คนทักเรื่องเพลง มันบอกว่า
' แม่กูไม่ชอบ วง ปี่พาทย์ แม่กูรีเควส แบบนี้เลย
จะให้ดี แม่กูชอบ นันทิดา แต่กูหาไม่ทัน'
และยังมีการบอกอีกว่า
' จริงๆแม่กูไม่ชอบเสียงพระสวด แต่จะไม่สวด กลัวโดนชาวบ้านด่า ว่าอกตัญญู '
แม่เพื่อนเข้มแข็งมาก รู้ว่าตอนจบจะเป็นยังไง (แม่เพื่อนเป็นพยาบาล )
และได้บอกไว้หมดว่า จัดงานแค่ 3 วันนะ เผาเลย เพราะไม่อยากอยู่ร่วมกับคนอื่น
(หมายถึงไม่เก็บ 100 วัน) แบบไม่สนิท กลัวเข้ากับเพื่อนไม่ได้ (ดู๊ ยังฮาได้อีกนะแม่ )
ประโยคสุดท้าย ที่แม่เพื่อนพูด คือ ' จะรอ อะไรกันเนี่ย'
เพื่อนบอกว่า 'ก็รอให้แม่หลับนั่นแหล่ะจะได้กลับ '
แต่มันไม่คิดว่า แม่จะไม่ได้ลุกขึ้นมาพูดอะไรกับมันอีกเลย หลังจาก ประโยคนั้น
ฟังประโยคนี้แล้วน้ำตาเกือบไหล
เหล่านี้ คือคำพูดที่เพื่อนเล่าให้ฟัง
แต่จริงๆแล้วเพื่อนเรา แม้ไม่ร้องไห้ แต่ รู้สึกได้ว่า เบลอๆ
วันนี้ ออกแนวเศร้า ไปหน่อย แต่ช่วงนี้เราหดหู่จริงๆ
เลยต้องใช้ชีวิตทุกวันให้มีค่า
อยากให้ๆ
มะเร็งก็คือโรคชรา โรคร่างกายเสื่อม สุดท้ายทุกคนต้องเผชิญ..
อย่าเศร้านานนะจ๊ะ
#1 By \\(..U 3U..)//จุ๊บุ on 2009-06-17 17:58